|
New Page 1








|

เดิมเป็นที่ว่าราชการและเป็นที่พักอาศัยของเจ้าเมืองพัทลุง
ปัจจุบันยังเหลืออยู่ส่วนหนึ่ง คือ วังเก่า สร้างในสมัยพระยาพัทลุง (น้อย
จันทโรจวงศ์) เป็นเจ้าเมืองพัทลุง ต่อมาวังได้ตกทอดมาจนถึงนางประไพ
มุตตามระ บุตรีของหลวงศรีวรวัตร ส่วนวังใหม่สร้างเมื่อ พ.ศ.2432
โดยพระยาอภัยบริรักษ์จักรวิชิตพิพิธภักดี (เนตร จันทโรจวงศ์)
บุตรชายของพระยาพัทลุง ซึ่งเป็นเจ้าเมืองพัทลุงคนต่อมา
ปัจจุบันวังนี้ทายาทตระกูล "จันทโรจวงศ์" ได้มอบให้เป็นสมบัติของชาติ
ปัจจุบันวังเจ้าเมืองพัทลุงได้รับการดูแลโดยกรมศิลปากร
การเข้าชมต้องเสียค่าผ่านประตู คนไทย
5
บาท คนต่างชาติ
30
บาท เปิด
09.00-12.00
น.
และ
13.00-16.00
น.
ปิดในวันจันทร์อังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์
วังเจ้าเมืองพัทลุง
ประกอบด้วย "วังเก่า" และ
"วังใหม่"
เหตุที่เรียกเรือนที่พักเจ้าเมืองพัทลุงว่า "วัง" นั้น มีผู้อธิบายไว้ว่า
เจ้าเมือง คือ ผู้เป็นเจ้าแห่งเมือง
มีอำนาจสิทธิ์ขาดในบ้านเมืองโดยได้รับพระราชทานอาญาสิทธิ์จากพระมหากษัตริย์
หรือเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า "กินเมือง"
เจ้าเมืองมีอำนาจและฐานะต่างพระเนตรพระกรรณ ย่อมถือเสมอว่าเป็นเจ้า
ที่อยู่ของท่านเจ้าเมืองจึงต้องเรียกว่า "วัง" ด้วย
วังเก่า
ผู้สร้างและเป็นเจ้าของวัง คือ พระยาอภัยบริรักษ์
(น้อย
จันทโรจวงศ์) เจ้าเมืองพัทลุงระหว่างปี พ.ศ.
2412-2431
เดิมเป็นเจ้าเมืองปะเหลียน หัวเมืองจัตวาขึ้นกับเมืองพัทลุง ในปี พ.ศ.
2410
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.
4)
มีพระราชประสงค์ให้พระวรนารถสัมพันธ์พงษ์ (น้อย จันทโรจวงศ์)
เจ้าเมืองปะเหลียนมาเป็นเจ้าเมืองพัทลุง แต่ยังไม่ทันโปรดเกล้าฯ
พระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน พระยาวรนารถสัมพันธ์พงษ์จึงรั้งเมืองพัทลุง
จนถึง พ.ศ.
2412
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.
5)
จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นพระยาอภัยบริรักษ์จักรวิชิตภักดี พิริยพาหะ
เจ้าเมืองพัทลุง
พระยาอภัยบริรักษ์
(น้อย จันทโรจวงศ์) ได้สร้างที่พำนักซึ่งใช้เป็นที่ว่าราชการเมืองด้วย
แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในปีใด
ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองพัทลุงอยู่
19
ปี
จนถึง พ.ศ.
2431
จึงได้กราบบังคมทูลลาออกจากราชการ
ด้วยชราภาพและทุพพลภาพจักษุมืดมัวแลไม่เห็นทั้งสองข้าง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้จางวางกำกับราชการ
และพระราชทานราชทินนามให้เป็นพระยาวรวุฒิไวย วัฒลุงควิสัย
อิศรศักดิ์พิทักษ์ราชกิจ นริศราชภักดี อภัยพิริยพาหะ และโปรดเกล้าฯ
ให้หลวงจักรานุชิต (เนตร จันทโรจวงศ์)
บุตรชายคนโตซึ่งเป็นผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุงอยู่นั้นเป็นพระยาอภัยบริรักษ์ฯ
เจ้าเมืองพัทลุงคนต่อมา
พระยาวรวุฒิไวยฯ
(น้อย จันทโรจวงศ์) ได้พำนักอยู่ที่วังเก่าจนถึงอนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.
2446
วังเก่าจึงตกเป็นมรดกแก่บุตรชายของท่าน คือ หลวงศรีวรวัตร (พิณ จันทโรจวงศ์)
หลังจากนั้นก็ตกทอดเป็นมรดกของคุณประไพ มุตตามระ บุตรีของหลวงศรีวรวัตร
ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของพระยาวรวุฒิไวยฯ ก่อนจะมอบวังเก่าให้แก่ กรมศิลปากร
สภาพปัจจุบันเป็นเรือนไทยภาคใต้ผสมภาคกลาง
มีเรือนใหญ่ทรงไทยแฝดอยู่ตรงกลาง ตัวเรือนยกพื้นสูง เสากลมปักดิน
หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ด้านหน้าเรือนใหญ่เป็นเฉลียงยื่นไปทางทิศตะวันตก
ถัดไปเป็นชานสำหรับใช้ว่าราชการหรือประกอบพิธีการต่างๆ สุดชานเป็นเรือนครัว
มีบันไดขึ้น
2
ทาง คือด้านทิศใต้และทิศเหนือ ทายาทตระกูลจันทโรจวงศ์เล่าว่า
วังเก่านั้นเดิมเป็นเรือนไทยแฝดสามหลังติดกันใต้ถุนสูง หลังที่
1
และ 2
ทำเป็นห้องนอน ห้องแม่ทานเป็นห้องที่
3
ลักษณะเป็นห้องยาวครอบคลุมพื้นที่แนวห้องโถงหน้าเรือนหลังที่
1
และ 2
ด้วย การที่จะเข้าไปยังห้องแม่ทาน
จะต้องเข้าทางประตูที่ติดกับห้องโถงหน้าเรือนหลังที่
2
หน้าห้องโถงของเรือนที่
1
และ 2
เป็นระเบียงลดระดับลงไป จากห้องโถงหน้าห้องนอน
ยาวเลยไปจนสุดแนวของห้องแม่ทานด้วย
แต่ระเบียงส่วนที่บังห้องแม่ทานอยู่นั้นกั้นเป็นห้องเก็บของขนาดเล็ก
เรียกว่า
"ห้องระเบียง"
เรือนแฝดทั้งสามหลังนี้จั่วขวางตะวัน ระเบียงนี้ติดกับนอกชาน
ซึ่งมีระดับต่ำลงไปพอที่คนสามารถนั่งห้อยขาได้สบายโดยเท้าไม่สัมผัสพื้นนอกชาน
ด้านทิศใต้ของนอกชานแนวเดียวกับห้องแม่ทานมีเรือนขนาดเล็กซึ่งมีห้องนอนเดี่ยว
เป็นเรือนหลังเล็กแต่นิยมเรียกว่า "ห้องเล็ก"
เข้าใจว่าเป็นที่พำนักของพระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร จันทโรจวงศ์)
ก่อนเป็นเจ้าเมืองและก่อนสร้างวังใหม่ ระหว่างเรือนหลังเล็กกับเรือนแฝด
มีชานขนาดเล็กคั่นอยู่
มีโอ่งมังกรขนาดใหญ่รูปไข่ไว้ใส่น้ำที่บ่าวไพร่หาบจากคลองลำปำมาให้เจ้าเมืองอาบ
ตรงข้ามกับเรือนแฝดสามหลัง
ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของชานเรือนเป็นเรือนยาวทอดจากทิศใต้ไปทิศเหนือ
กั้นเป็นห้องๆ ใช้เป็นยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือก ข้าวสาร ห้องครัว ห้องเก็บของ
และห้องสุขา วังเก่าเมื่อสร้างเสร็จใหม่ๆ คงมีสิ่งปลูกสร้างเพียงเท่านี้
วัสดุที่ใช้ในการสร้างเป็นไม้ทั้งหมด วิธีการประกอบเรือนใช้ "ลูกสัก"
หรือลิ่มไม้เชื่อมยึดแทนตะปู ซึ่งเป็นวิธีของช่างไทยแต่โบราณ
ภายหลังการบูรณะ ชานเรือนหายไปแต่มีลานปูกระเบื้องดินเผาเข้ามาแทนที่
เพราะไม้เนื้อแข็งในปัจจุบันหายาก และมีปัญหาในการดูแลรักษา
จึงพิจารณาและบูรณะให้เหมือนเดิมไม่ได้
วังใหม่
พระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร จันทโรจวงศ์)
เป็นผู้สร้างวังใหม่ขึ้นด้านหลังวังเก่าทางด้านทิศใต้ติดกับลำคลองลำปำ
จึงมีชาวบ้านเรียกวังใหม่นี้ว่า "วังใหม่ชายคลอง" หรือ "วังชายคลอง"
แต่ไม่เป็นที่นิยมเรียกเท่าชื่อ "วังใหม่"
ช่วงที่พระยาอภัยบริรักษ์
(เนตร จันทโรจวงศ์) ปกครองเมืองพัทลุง
เป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงมีนโยบายปฏิรูปการปกครองหัวเมืองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล
ซึ่งเป็นการยกเลิกเจ้าผู้ครองนคร เจ้าเมือง เจ้าประเทศราช โดยปริยาย ปี
พ.ศ.
2439
โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมณฑลนครศรีธรรมราช โดยรวมเมืองนครศรีธรรมราช
สงขลาและพัทลุง เข้าเป็นมณฑลเดียว ถึงปี พ.ศ.
2443
ได้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเจ้าเมืองเป็นผู้ว่าราชการเมือง
พระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร จันทโรจวงศ์) จึงเป็นเจ้าเมืองพัทลุงคนสุดท้าย
และเป็นผู้ว่าราชการเมืองพัทลุงในระบบใหม่คนแรก
วังใหม่
เป็นกลุ่มเรือนไทย
5
หลัง
ยกพื้นสูงล้อมรอบชานบ้านที่อยู่ตรงกลางเป็นลานทรายก่อด้วยกำแพงอิฐกั้นทรายไว้
กลุ่มเรือนไทย
5
หลังประกอบด้วยเรือนประธานซึ่งเป็นที่พักของพระยาอภัยบริรักษ์ฯ เจ้าเมือง
พร้อมภรรยาและบุตร ลักษณะเป็นเรือนแฝด
2
หลัง ภายในมีห้องนอนหลายห้อง
ที่ห้องนอนเจ้าเมืองพื้นห้องทำเป็นช่องลับมีกระดานปิดไว้
หากเกิดเหตุฉุกเฉินเจ้าเมืองสามารถหลบหนีออกไปสู่ริมฝั่งคลองลำปำได้
หน้าห้องนอนเป็นห้องโถง เข้าใจว่าเป็นที่สำหรับเจ้าเมืองว่าราชการ
มีระเบียงลดระดับลงไป
2
ด้าน เข้าใจว่าเป็นที่นั่งของข้าราชการระดับต่างๆ
เมื่อเข้าประชุมปรึกษาข้อราชการ ถัดลงไปเป็นลานบ้านซึ่งเป็นลานทราย
กลางลานมีต้นชมพู่ขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง มีแท่นก่อด้วยอิฐรอบเป็นที่นั่ง
ส่วนเรือนไทยอีก
4
หลังที่ล้อมรอบลานบ้าน สามหลังเป็นเรือนขนาดเล็ก
มีห้องนอนและระเบียงหน้าห้องเหมือนกัน ใช้เป็นที่อยู่ของอนุภรรยาและบุตร
อีกหลังหนึ่งเป็นเรือนครัว เรือนทุกหลังสร้างด้วยไม้แบบเรือนไทยโบราณ
วังเจ้าเมืองพัทลุงเป็นมรดกของทายาทในสายตระกูลจันทโรจวงศ์
ทายาทได้มอบให้กรมศิลปากรเพื่อเป็นสมบัติของชาติ
มีการประกอบพิธีรับมอบวังใหม่
เมื่อวันที่
24
กันยายน พ.ศ.2525
ต่อมาทายาทอีกส่วนหนึ่งที่ครอบครองวังเก่า
เห็นควรมอบวังเก่าซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกันให้แก่กรมศิลปากรด้วย
ได้ประกอบพิธีรับมอบวังเก่าเมื่อวันที่
11
กันยายน
พ.ศ.2527
กรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์
จนสามารถคืนสภาพวังเจ้าเมืองพัทลุงจากเรือนไม้เก่าคร่ำคร่า
กลายเป็นอาคารสถาปัตยกรรมเรือนไทยท้องถิ่นภาคใต้ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดพัทลุง
และได้ทำพิธีเปิดวังเจ้าเมืองพัทลุง เมื่อวันที่
16
สิงหาคม พ.ศ.2536
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
เสด็จเป็นประธานในพิธี
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนวังใหม่
ในราชกิจกนุเบกษาแล่มที่
100
ตอนที่
88
วันที่
31
พฤษภาคม
2526
เนื้อที่ประมาณ
2
ไร่
3
งาน
75
ตารางวา ส่วนวังเก่าประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่
109
ตอนที่
90
วันที่
16
กรกฎาคม
2535
เนื้อที่ประมาณ
1
ไร่
3
งาน
75
ตารางวา
(กรมศิลปากร
2533 : 248)
|